ชีวิตการทำงานของนางแมวอ้วน ตอนที่ 2 : การเดินทางมิใช่เรื่องเล่นๆ
กราบสวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านที่ หลงเข้ามาหรือจงใจตามจากเรื่องเก่าเข้ามาก็ตาม ต่อไปนี้นางแมวอ้วนจะขอเล่าเข้าเรื่องประสบการณ์ทำงานในบริษัทที่ 2 ของนางแมวอ้วนเอง บอกได้เลยว่าเป็นงานที่นางแมวอ้วนอยากทำต่อไปอีกนาน ๆ แต่ช่างน่าเสียดายที่ทำได้เพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น เพราะสัญญาจ้างนั้นเป็นสัญญาแบบชั่วคราว
บริษัทที่ 2 นี้เป็นบริษัททำเกี่ยวกับสิ่งทอ ที่มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะท่านผู้อ่าน ไม่อยากบอกเลยว่าอาหารตาสำหรับนางแมวแล้ว แม้จะมีไม่มาก แต่ก็อร่อยมากค่ะ ฮ่า ๆ ๆ
บริษัทนี้เป็นบริษัทที่นางแมวอยากจะมาทำงานมาก แต่เนื่องจากอยู่ใกล้บ้านเสียยิ่งกว่าบริษัทแรกอีก เลยทำให้นางแมวต้องตื่นมาตั้งแต่ตี 4 เพื่อแต่งหน้าทำผม ซึ่งหลังจากงานแรกมางานที่ 2 เครื่องสำอางที่มีอยู่ก็ไม่ได้จะหมดลงไป
บอกไว้ก่อนนะว่านางแมวไม่ได้ว่างงานนานขนาดนั้น แค่ครึ่งปีเท่านั้น (นี้เรียกว่าไม่นาน?) ทำให้นางแมวอ้วนตัวนี้ไม่ต้องไปซื้อของมาใช้ใหม่ และด้วยงานที่จะทำในบริษัทที่ 2 เป็นงานที่อยู่ในออฟฟิตไม่ต้องไปเจอกับลูกค้า
ทำให้การแต่งหน้าไปทำงานของนางแมวอ้วนไม่ต้องจัดอะไรมากมาย นอกจากทาแป้งพัฟ (แป้งแต่งหน้าของผู้หญิง) แค่พอให้เต็มหน้า ทาปากด้วยลิปสติกของแม่ (คือไม่อยากลงทุนอะไรมากนอกจากแป้งเท่านั้น) แล้วก็ออกจากบ้านขึ้นรถไฟแอร์พอตลิ้งไปทำงาน โดยคนไปส่งก็ไม่ใช่ใครนอกจากพ่อของนางแมวอ้วนคนนี้เอง (เดือนร้อนเขาไปอีก!!)
ต้องบอกไว้ก่อนว่านางแมวอ้วนเป็นหญิงที่อยู่ชานเมืองกรุงเทพมาได้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี และชั่วชีวิตไม่จำได้เลยว่าถนนเส้นไหนอยู่ตรงไหน เว้นแต่ว่ารถไฟMRT กับ BTS เท่านั้นที่พอจะรู้บ้าง กับถนนเส้นลาดพร้าว ห้วยขวาง บ้านเก่าของนางแมวเท่านั้น สรุปคือ นางแมวไม่รู้ว่ามีทางอื่นที่สามารถพาตัวเองไปทำงานได้ โดยไม่ต้องเดือดร้อนขึ้นรถไฟแอร์พอตลิ้งแสนจะแพงแต่รวดเร็วไปต่อมอร์ไซค์ ในช่วงทำงานสองสามอาทิตย์แรก
ด้วยความที่นางแมวสามารถไปทำงานด้วยรถไฟแอร์พอตลิ้งที่ตอนนั้นไม่ค่อยมีข่าวจะเสียนัก ทำให้ไปทำงานได้เช้าแบบสุดๆแลกกับการเสียค่าเดินทางที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งในตอนขากลับนั้น เมื่อลงที่รถไฟฟ้าแอร์พอตลิ้ง สถานีลาดกระบังแล้ว ก็ต้องรอรถเมล์ที่ตอนนั้นมีเพียงสายเดียว ที่จะมารับและไปส่งที่ตลาดมีนบุรีได้ คันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 2 ชม. ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่ามีการปรับเปลี่ยนหรือยัง
อาจมีคนเถียงว่า รถสองแถวตรงนั้นก็มีนะ..ทำไมไม่ขึ้น..นางแมวบอกได้เลยว่า ที่ไม่ขึ้น เพราะมันต้องเดินไปใต้สะพานอีกฝั่งหนึ่ง อีกอย่างคือกลัวไปผิดป้าย หลงขึ้นมาอีกจะงานงอก ด้วยตอนนั้นเป็นเด็กจบใหม่ใสกิ๊ก แอบเหมือนลูกคุณหนูหน่อยๆ ขี้กลัวขึ้นสมองเลยต้องรอไป
จำได้ว่ามีครั้งหนึ่งที่เลิกงาน 5 โมงเย็น ขึ้นรถไฟมาก็ไม่นาน แต่ต้องมารอรถเมล์มาก็ปาไป 2 ทุ่ม ถึงตลาดมีนบุรีขึ้นสองแถวเข้าซอยบ้านอีก รวมๆถึงบ้านเกือบ 3 ทุ่ม เปิดประตูบ้านเข้าไปเจอครอบครัวกำลังนั่งดูหนังกันสบายใจเลย..
เรารู้สึกโมโหเพราะเหนื่อยกับการเดินทางเอามากๆ จนสติแตก ตะโกนออกไปว่าอยากตาย! ถามว่าใช่เรื่องไหม จริงๆก็ไม่ใช่หรอก หลังจากเย็นลงแล้วรู้สึกอับอายจริงๆที่ตะโกนออกไปอย่างสิ้นคิดแบบนั้น
หลังจากนั้นจึงเริ่มตระหนักได้ว่าการเดินทางไปทำงานนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะมองข้ามหรือมองเป็นเล่นๆอีก นางแมวอ้วนต้องกลับมานั่งคิดว่าจะเดินทางยังไงไม่ให้ตัวเองต้องเหนื่อย
สิ่งแรกที่คิดถึงคือ…ขสมก. รถเมล์ที่รักของเราเนี้ยล่ะ หาเบอร์โทรจากในมือถือแล้วก็โทรไปถามเลย..จนได้ความว่ามันมีรถเมล์ไปค่ะคุณ! สาย 113
คุณค่ะ!! ที่ผ่านมาเกือบจะครบเดือนแล้วเนี้ยเงินฉันหมดไปเท่าไร!!
หลังจากได้รู้แล้วว่าเราสามารถเดินทางด้วยรถเมล์ไปทำงานได้ ก็เพียงต้องปรับเปลี่ยนเวลาเล็กน้อย ไปเวลาเดิมเพื่อกะเวลาว่าจะไปถึงที่ทำงานทันหรือไม่ นอกนั้นก็เริ่มง่ายขึ้นมาก บางครั้งบางคราวแม้จะมีงีบหลับบ้าง แต่ก็ไม่ปฎิเสธว่าระหว่างทางนั่งรถเมล์เราก็มีอาหารตาขึ้นมาบ้าง หุหุหุ
อีกทั้งเรายังมีสิ่งที่สามารถเยียวยาความเบื่อหน่ายกับการนั่งรถได้ โดยแลกกับต้องแอบไปชาร์ตแบตมือถือในที่ทำงานล่ะนะ..นั้นก็คือ เพลงในมือถือค่ะท่านผู้อ่าน เชื่อว่าทุกคนคงมีเพลงที่ชอบอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอย่ารอช้าที่จะเปิดฟังระหว่างนั้นค่ะ
นางแมวชอบที่สุดคือได้ฟังเพลงของการ์ตูนอนิเมชั่น ตอนนั้นที่บ้าอยู่ก็จะมีเรื่องDurarara!! สงครามแดนสนธยา ชื่อเพลง Uragiri No Yuuyake ของวง Theatre Brook ด้วยจังหวะกลองที่ตีและเบสที่ลงตัวมากๆในช่วงร้อง ทำให้บางทีการเดินทางยิ่งตอนที่เรากำลังเดินข้ามถนนทางเท้ารู้สึกได้จังหวะมากค่ะ ไม่เชื่อก็ลองไปฟังกันดู บางทีนางแมวยังเผลอเดินก้าวตามจังหวะเพลงไปอีก ถ้าได้สติกลับมาแล้วไม่มีใครมองว่าบ้าก็นับว่าโชคดีมากทีเดียว …
นางแมวอ้วนเชื่อว่ามีผู้อ่านหลายคนที่รู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางไปทำงาน และคิดว่าการไปทำงานของเราทำไมมันยุ่งยากนัก บางคนอาจจะเลือกที่จะเปลี่ยนที่อาศัยไปอยู่ใกล้ที่ทำงาน ซึ่งถ้ามันรวมกับค่าใช้จ่ายที่ได้มาแล้วคุ้ม ก็ทำเลยค่ะ แต่ถ้าไม่ นางแมวอ้วนก็ขอแนะนำให้หาที่ทำงานใหม่แทน
แต่ถ้างานนี้ท่านผู้อ่านเป็นอย่างนางแมวอ้วนที่รักและฝันอยากจะทำงานที่นี้มาตลอด ก็ลองให้ศึกษาเส้นทางที่จะมาทำงานให้ดี ไม่ว่าจะเป็นทางMRT BTS หรือแอร์พอตลิ้ง ที่ตอนนี้เริ่มจะขยายเส้นทางมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งตอนนี้เรายังมีรถตู้บริการ แม้ว่าจะมีข้อเสียเรื่องตัวคนขับกับสภาพรถที่ต้องระวังก็ตามที แต่ในเวลาฉุกเฉินเราปฎิเสธไม่ได้หรอกว่า พวกเขาทำให้เราไปถึงที่ทำงานเร็วราวกับเหาะได้
ต่างจากพี่รถเมล์ที่แม้จะช้าแต่ก็มีความปลอดภัยขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง(หรือเปล่า?) ส่วนใหญ่ต้องยอมรับว่าถ้าไม่ใช่รถเมล์สายชื่อดัง คนขับรถเมล์ทุกคนค่อนข้างขับดี ไม่มีปัญหา แถมถ้าเราบอกให้เตือนว่าลงตรงไหนเขาก็จะตะโกนบอกให้ด้วยอีกต่างหาก แต่คุณก็ต้องเผื่อเวลาไว้ด้วยเพราะพี่รถเมล์ต้องจอดรับทุกป้ายเพื่อรับผู้โดยสายท่านอื่นด้วยเช่นเดียวกัน
ส่วนสำหรบใครที่ไม่ชอบเลยจริง ไม่อยากนั่งรถสาธารณะไปกลับที่ทำงาน นางแมวอ้วนก็แนะนำว่าคงต้องออกรถ ถ้าบ้านใครมีก็ดีไป แต่ถ้าบ้านใครไม่มี นางแมวอ้วนแนะนำว่าคุณต้องอดทนอีกสักหน่อยเพื่อเก็บเงินซื้อหรือดาวน์มัน แต่ควรจะระมัดระวังและคิดเผื่ออนาคตเอาไว้ให้มาก ๆ เพราะไม่มีอะไรในชีวิตที่แน่นอนอย่างแท้จริง
นางแมวอ้วนขอให้คุณโชคดี…และพบกันใหม่ในตอนหน้ากับอาหารตาแสนมีค่าในที่ทำงานของนางแมวอ้วนจ้า!!