บัตรเครดิต คืออะไร ทำไมถึงต้องใช้บัตรเครดิต พร้อมวิธีคิดดอกเบี้ย
บัตรเครดิต บัตรเดบิต เป็นสิ่งที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะเป็นบัตรที่ทุกคนจะต้องติดหรือพกในกระเป๋าเงินแน่ๆหล่ะ แต่บัตรเดบิตนั้นสามารถทำธุรกรรม ถอนเงิน โอนเงิน ฝากเงิน ได้เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถนำมารูดซื้อของได้เช่นเดียวกับบัตรเครดิต ตรงจุดนี้อาจจะทำให้ใครหลายๆคนหันมาใช้บัตรเครดิตแทนบัตรเดบิตเพราะมีความสะดวกสบายมากกว่า มีสิทธิพิเศษมากกว่า จนอาจจะทำให้ลืมไปว่าเราใช้บัตรเครดิตเพราะเหตุผลอะไร เราจึงอยากจะมาแนะนำเรื่องข้อดี ข้อเสีย และวิธีคิดดอกเบี้ยของบัตรเครดิต เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักบัตรเครดิตกันมากขึ้น
บัตรเครดิต คืออะไร
บัตรเครดิต ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็เหมือนกับบัตรเดบิตที่เราเคยใช้นั้นแหละ เพียงแต่ว่าบัตรเครดิตจะแตกต่างจากบัตรเดบิตก็คือ ทางธนาคารจะให้วงเงินมาในแต่ละเดือน (อันนี้ก็แล้วแต่เรากำหนดน่ะในข้อตกลง) เพื่อให้เราสามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายล่วงหน้าได้ และพอถึงสิ้นเดือนทางธนาคารก็จะเรียกเก็บเงินที่เราใช้ไป หรือแบ่งผ่อนชำระเป็นเดือนก็ได้ และสามารถชำระเงินค่าใช้จ่ายต่างๆทางออนไลน์ได้แบบเช่นเดียวกับบัตรเดบิตด้วย
ทำไมต้องใช้บัตรเครดิต ?
1. ไม่ต้องพกเงินสดเยอะ
สำหรับใครที่ไม่อยากพกเงินสดเยอะ กลัวจะหาย กลัวทำหล่นระหว่างทาง คุณสามารถแก้ไขปัญหาจุดนี้ได้ด้วยการพกบัตรเครดิตแทนเงินสด แล้วค่อยนำเงินไปจ่ายที่หลัง นอกจากจะทำให้คุณสบายใจในเรื่องการพกเงินแล้วยังลดพื้นที่ในกระเป๋าตังคุณด้วย
2. ได้รับสิทธิพิเศษอื่นๆจากร้านค้า ร้านอาหารที่ร่วมรายการ และส่วนลดจากการสะสมแต้ม
เมื่อคุณมีบัตรเครดิตแล้ว จะพลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนสินค้าดอกเบี้ย 0% ที่คุณพบเห็นกันบ่อย หรือตามร้านอาหารที่จัดโปรโมชั่นว่าหากใช้บัตรเครดิตธนาคารนี้จะมีส่วนลดให้ 15% – 20% รวมไปถึงการสะสมแต้มเวลาเราใช้บัตรเครดิตซื้อของ แต้มนั้นสามารถนำมาเป็นส่วนลดในการซื้อครั้งถัดไปหรือเมื่อมีช่วงโปรโมชั่นได้
3. สามารถซื้อของที่ต้องการได้ แม้เงินไม่พอ
บังเอิญวันนั้นไปเดินห้างเจอของที่อยากได้มานานแล้ว กำลังจัดโปรโมชั่นลด 15% พอดีเลย ถ้าซื้อตอนนี้จะได้ราคาที่ถูกกว่าราคาเต็มมาก แต่เงินไม่พอทำไงดี แถมนานๆทีจะจัดโปรโมชั่นด้วย กว่าจะเก็บเงินได้หรือเงินเดือนออกโปรโมชั่นนี้ก็หมดเขตไปแล้ว ทำไงดี .. คุณสามารถนำบัตรเครดิตมาใช้ได้ เพราะบัตรเครดิตสามารถนำมารูดซื้อสินค้าหรือผ่อนชำระแบ่งจ่ายได้ทีหลัง ทำให้คุณสามารถซื้อของที่ต้องการได้ทันที แต่ก็อย่าช็อปจนเพลินนะ
4. สามารถชำระค่าใช้จ่ายอื่นๆได้ผ่านบัตรเครดิต ทางโลกออนไลน์
สำหรับใครที่ทำงานหรือติดธุระอื่นๆหนักมาก จนไม่มีเวลาเดินทางไปชำระค่าสาธารณูปโภค หรือซื้อของ คุณสามารถใช้บัตรเครดิตชำระเงินได้ผ่านทางโลกออนไลน์ เหมาะสำหรับใครที่ไม่สะดวกเดินทางไปชำระเงินเอง และไม่มีเวลาไปชำระเงินนั่นเอง
5. มีเงินทุนสำรองใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน
เดือนนี้ค่าใช้จ่ายเยอะมาก จนไม่เหลือเงินเก็บเลยหรือคุณนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นหมดแล้ว ทำให้มีเงินแค่พอกินพอใช้ ต้องรออีกตั้งเดือนหนึ่งกว่าจะมีเงินหมุน แต่ดันมีเรื่องฉุกเฉินให้ใช้เงินซะนี้ ไม่อยากไปยืมคนอื่นด้วย ส่งผลทำให้คุณเครียดเรื่องเงิน แต่คุณจะหายเครียดเลยถ้าคุณมีบัตรเครดิต คุณสามารถใช้บัตรเครดิตจ่ายชำระไปก่อนได้ แล้วค่อยมาชำระเงินทีหลังหรือแบ่งผ่อนชำระนั่นเอง ทำให้คุณมีเงินทุนสำรองใช้ในยามฉุกเฉินโดยทีไม่ต้องไปพึ่งพาคนอื่นหรือลำบากคนอื่น
ผลเสียทีตามมาของบัตรเครดิต
1.ทำให้เกิดนิสัยใช้จ่ายฟุ่มเฟื่อย
ก็ใช่นะสิ .. จะไม่เกิดนิสัยหรือเคยชินกับการใช้เงินฟุ่มเฟื่อยได้อย่างไร เพราะบัตรเครดิตใช้ง่ายจ่ายคล่องได้ขนาดนี้ ทำให้เวลาเห็นของที่อยากได้ก็ไม่คิดทีจะพิจารณาเลยว่าอยากได้จริงๆหรือไม่ ยื่นบัตรให้พนักงานไปรูดอย่างเดียว ตรงจุดนี้จะทำให้คุณเคยชินกับการได้ของที่อยากได้มาง่ายๆ มีเท่าไหร่ก็ใช้หมดไม่มีความรอบคอบในการใช้เงิน ซึ่งทำให้การเงินในอนาคตของคุณติดลบได้เลยนะ นี่แหละคือด้านร้ายของบัตรเครดิต
2.ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสูง
บัตรเครดิต ที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายหลายเรื่องขนาดนี้ คงหนีไม่พ้นกับดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่สูงตามความอำนวยความสะดวกของบัตรเครดิต หากคุณไม่ชำระเงินในบัตรเครดิตตามกำหนด อาจจะทำให้คุณมีหนี้ก้อนใหญ่เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่สูงนั่นเอง ในส่วนนี้จึงเป็นสิ่งที่คุณจะต้องรอบคอบในการใช้บัตรเครดิตให้มากขึ้น
วิธีคิดดอกเบี้ยบัตรเครดิต
ก่อนอื่นเราต้องบอกก่อนว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ
1.กรณีที่คุณชำระสินค้าและบริการไม่เต็มจำนวนหรือแบ่งผ่อนชำระ
2.กรณีที่มีการเบิกเงินสดมาใช้จ่ายล่วงหน้า
ทั้งสองกรณีนี้ธนาคารส่วนใหญ่จะคิดดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 20% ต่อปี แต่เราจะยกตัวอย่างง่ายๆให้คุณได้รู้วิธีคิดดอกเบี้ยของบัตรเครดิตกัน ไปดูตัวอย่างกันเลย
Ex. A ได้ซื้อสินค้าราคา 10,000 บาท เมื่อวันที่ 1 กค. 2561 ธนาคารสรุปยอดค่าใช้จ่ายทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน กำหนดชำระเงินวันที่25 ของทุกเดือน ซึ่งธนาคารคิดดอกเบี้ยและธนาคาร 10% ต่อปี และต้องชำระเงินขั้นต่ำเป็น 1,000 บาท โดยมีวงเงิน 30,000 บาท
ในกรณีที่ชำระเงินไม่มียอดคงค้าง ก็คือเราชำระเงิน 10,000 ค่าสินค้าให้หมดภายในวันที่ 25 กค.ของเดือนนั้นแหละ มีวิธีคิดดังนี้
10,000 x 10 % x 10(วัน นับรวมวันที่1ด้วย) / 365 (วัน/ปี) = 27.39 บาท
เงินที่ชำระทั้งหมดเต็มจำนวนในวันที่ 25 กค. ก็คือ 10,000+27.39 (เงินต้น+ดอกเบี้ย) = 10,027.39 บาท
ในกรณีที่ชำระเงินขั้นต่ำ 1,000 บาท ก็คือคุณชำระเงินในวันที่ 25 กค.เพียง 1,000 แล้วค่อยไปจ่ายอีก 9,000 บาทในวันที่ 25 ของเดือนถัดไป จะมียอดคงค้างและวิธีคิดดังนี้
10,027.39 – 1,000 = 9027.39 บาท (เป็นยอดคงค้างที่เราจะต้องจ่ายในวันที่ 25 สิงหาคม)
สรุปยอดวันที่ 10 สิงหาคม มียอดคงค้าง + ค่าใช้จ่ายใหม่ ดังนี้
เงินต้นคงค้าง 9027.39 บาท คิดดอกเบี้ยใหม่เป็น 9027.39 x 10 % x 16 / 365 = 39.57 บาท
รวมเงินที่ต้องชำระในวันที่ 25 สค. คือ 9027.39 + 39.57 = 9066.96 บาท
แต่ถ้าหากคุณต้องการที่ชำระเงินในเดือนสิงหาคมเป็นเงินขั้นต่ำอีกละก็ คุณก็ทำแบบเดิมเลยคือนำเงินที่เป็นยอดคงค้างที่จะต้องชำระมาลบกับเงินขั้นต่ำ และนำเงินที่ลบเงินขั้นต่ำแล้วไปคิดดอกเบี้ยใหม่เหมือนขั้นตอนด้านบนที่เคยทำเลย เพียงเท่านี้คุณก็สามารถคิดหรือประมาณดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายได้แล้ว ไม่ยากเลยใช่ไหมหล่ะ
สรุป
บัตรเครดิตนั้นมีทั้งด้านดี และด้านที่ไม่ดี ถ้าเรารู้ประโยชน์และวิธีการใช้บัตรเครดิตให้คุ้มค่าก็จะเป็นผลดีต่อตัวเราเอง แต่ถ้าคุณเห็นของที่อยากได้แล้วใช้บัตรเครดิตรูดปริ๊ดๆ ทางที่ดี คุณควรที่จะยกเลิกบัตรเครดิตไปซะดีกว่า เพราะจะทำให้คุณมีหนี้มากขึ้นจากการใช้บัตรเครดิต บวกกับถ้าคุณจ่ายเงินเกินกำหนดวันที่ชำระแล้วก็จะยิ่งสร้างหนี้ให้เพิ่มพูนมากขึ้นไปอีก ในบทความนี้เราจึงหวังว่าข้อดี ข้อเสีย และวิธีการคิดดอกเบี้ยจะเป็นประโยชน์ต่อหลายๆคนที่เข้ามาอ่าน แต่ยังไงก็แล้วแต่ไม่ว่าจะคุณจะมีบัตรเครดิตหรือไม่ เราทุกคนก็ควรที่จะต้องรอบคอบและพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนจะใช้จ่ายใดๆ
จบแล้วนะครับ อย่าลืมแชร์ให้กำลังใจผู้เขียนนะครับ
Add comment