ภัยเงียบของดวงตามนุษย์เงินเดือน
ในหัวข้อนี้เราจะกล่าวถึง ภัยเงียบที่เป็นโรคร้ายสำหรับคนทำงาน โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนที่ใช้ดวงตาเป็นส่วนสำคัญในการทำงาน โดยโรคนี้ส่วนใหญ่คนที่เป็นจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือพนักงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ โดยส่วนใหญ่นอกจากพนักงานออฟฟิตทั่วไปแล้ว ก็ยังมีอาชีพที่เกี่ยวกับการเขียนแบบ วาดภาพ ที่ต้องใช้ดวงตาในการมองตรวจสอบ แน่นอนว่าภัยเงียบอีกอย่างของคนเหล่านี้ ก็คือโรคเกี่ยวกับนิ้วมือ ที่อาจจะได้พูดกันต่อไปในบทความหน้านะคะ
โรคของดวงตานั้นมีหลากหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นต้อกระจก , ต้อหิน,ภาวะตาแห้ง ,ม่านตาอักเสบ ทุกโรคที่กล่าวมานั้นร่วมแล้วแต่อาจเกิดขึ้นได้กับคนทำงานทั้งสิ้น โดยจะขอเริ่มจาก…
1.โรคต้อกระจก
ต้อกระจก เป็นโรคที่เกิดจากเลนส์แก้วจาเสื่อสภาพจนมีความขุ่นมัวเกิดขึ้น ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจนหรือมีอาการตามัว มักพบมากในผู้อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โรคดังกล่าวเป็นโรคที่อาจจะกลายเป็นโรคต้อหินได้ ซึ่งมีความร้ายแรงกว่าต้อกระจกหลายเท่า ควรจะเข้าพบแพทย์ในทันทีเมื่อมีอาการเพื่อวินิจฉัยให้แน่ชัด
2.โรคต้อหิน
ต้อหิน เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของขั้วประสาทตา ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น และเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะตาบอดที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเกิดต้อหิน ได้แก่ ความดันตาที่สูง อาการเริ่มต้นอาจจะเพียงมองไม่ชัด ก่อนจะเริ่มค่อยๆปวดหัวขึ้นมา ตามด้วยการปวดอย่างหนักที่กระบอกตา นั้นคืออาการบ่งบอกชัดเจนถึงความดันตาที่สูงขึ้น และควรรีบพบแพทย์เป็นการด่วน เพื่อรับยาลดความดันตา และทำการผ่าตัด เพราะหากช้ากว่านั้นมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะตาบอดถาวรได้
3.ภาวะดวงตาแห้ง
ภาวะดวงตาแห้ง พบได้ค่อนข้างบ่อยและพบได้ในทุกเพศทุกวัย สาเหตุเกิดจากระบบต่อมน้ำตาและต่อมไขมันบริเวณขอบตาทำงานผิดปรกติ มีการอุดตันและอักเสบ ทำให้ปริมาณน้ำตาไม่เพียงพอล่อเลี้ยงดวงตาหรือมีการระเหยของน้ำตาที่มากเกินไป เป็นเหตุให้ดวงตาแห้ง ทำให้รู้สึกไม่สบายตา มีอาการเคือง แสบ เป็นต้น หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน ไม่ยอมทำการรักษาอย่างถูกต้อง จะทำให้มีอาการมากขึ้น อาจเกิดการอักเสบและการดึงรั้งของเปลือกตาทำให้ขนตาลงมาทิ่มดวงตาได้ จนเกิดเป็นบาดแผลที่กระจกตา ลุกลามต้องทำการผ่าตัดแก้ไขในที่สุด
4.ม่านตาอักเสบ
ม่านตาอักเสบเป็นโรคที่พบได้น้อย แต่สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนช่วงวัยหนุ่มสาว การอักเสบของม่านตานั้นเกิดขึ้นได้หลากหลายสาเหตุ แต่อาการเดียวกันคือมีอาการปวดตา เคืองตา น้ำตาไหล ตามัว ตาแดงในส่วนรอบ ๆตาดำ ถือเป็นภาวะที่อันตรายหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสมในทันที เพราะมีอาการที่จะสำไปสูงอาการแทรกซ้อนอื่น ๆที่ร้ายแรงยิ่งกว่าได้ในอนาคต
สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้ดวงตาของเราเป็นโรคต่าง ๆนั้น นอกจากการติดเชื้อแล้วก็คือการใช้งานดวงตาที่มากจนเกินไป ทำให้ดวงตาไม่ได้รับการพักอย่างเต็มที่ ก็เหมือนกับเครื่องจักรที่ทำงานอยู่ตลอดเวลาที่ทำมากเกินไปจนเกิดบางส่วนทำงานติดขัด เช่นท่อต่อมน้ำตา หรือจอรับแสงเป็นต้น ยังไม่รวมถึงบ้างคนใช้คอมพิวเตอร์ หรือมือถือติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน โดยไม่ได้ใช้โปรแกรมป้องกันแสงสีฟ้าอีก ทำให้ดวงตายิ่งเสียหาย
วิธีการรักษา
โดยส่วนใหญ่แล้ววิธีการรักษามีหลากหลายแล้วแต่แยกกันไปในแต่ละโรค แต่ละปัญหาของดวงตา แต่จะยกตัวอย่างโรคที่เป็นกันมากในปัจจุบัน นั้นคือโรคต้อกระจก
ในช่วงแรกหลังจากตรวจพบทางแพทย์อาจจะให้มีการเปลี่ยนแว่นตาเพื่อให้เขากับสายตาปัจจุบัน และให้ยาหยดตามาเพื่อช่วยในการมองเห็นให้ดีขึ้น (ควรเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อขอคำแนะนำที่ถูกต้อง ไม่ควรไปหาซื้อยามาหยอดเองโดยเด็ดขาด)
เมื่อแพทย์วินิจฉันว่าเป็นต้อกระจกแล้ว อาจมีการนัดหมายดูอาการว่าเหมาะสมที่จะรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดเลยหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่หลังจากทำการหยดยาไปแล้ว อาการก็จะยังไม่หายเป็นปรกติ การผ่าตัดจึงเป็นการรักษาเดียวที่ได้ผลมากที่สุด เพราะจะเป็นการผ่าตัดเอาแก้วตาที่ขุ่นออกไป โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง หรือ อัลตราซาวนด์ (Phacoemulsification) ไปสลายต้อกระจกให้เป็นชิ้นเล็ก ๆก่อนทำการดูดออกไป และใส่เลนส์เทียมเข้าไปแทนแก้วตาเดิม
วิธีการผ่าตัดนี้นับว่าดีกว่าการผ่าตัดรักษาในสมัยก่อนมาก เพราะบาดแผนผ่าตัดมีขนาดเล็กมาก ไม่ต้องเย็บแผล ใช้เวลาผ่าตัดน้อย ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนพักในโรงพยาบาล และไม่ต้องตัดแว่นในเวลามองไกล
หลังทำการรักษาไปแล้วแพทย์จะนัดหมายให้กลับมาให้ดูอาการเพื่อดูการติดเชื้อ ก่อนที่จะอนุญาตให้คนไข้ทำการตัดแว่นตาใส่ได้เพื่อสายตาเข้าสู่สภาวะคงที่ใน 1-2 เดือนหลังการผ่าตัด
แน่นอนว่าในส่วนการรักษาโรคต้อหิน ต้อเนื้อ ก็จะเป็นการรักษาที่คล้ายกับด้านบน ซึ่งต้องใช้การผ่าตัดเข้ามาช่วย ส่วนโรคภาวะตาแห้งและม่านตาอักเสบนั้น อาจเป็นการใช้ยาหยอดตาเพื่อรักษาในเบื้องต้นไปก่อน หากไม่มีการลุกลามของโรคจนถึงขั้นพัฒนาเป็นโรคตาอื่น ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัด สบายใจได้คะ
วิธีการป้องกัน
1.สวมแว่นตากันแดดเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอแลต ไม่ใช้ดวงตาในการจ้องแสงจ้า โดยเฉพาะการมองดวงอาทิตย์โดยตรง
2.ควรทำการหยุดพักสายตาเมื่อใช้ดวงตาเป็นเวลานาน ๆ โดยเฉพาะกับการใช้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์หรือมือถือ เมื่อมีอาการตาพร่า หรือล้า ให้หยุดการใช้สายตาในทันทีเป็นการชั่วคราว
3.รับประทานอาหารที่มีประโยนชน์ โดยเฉพาะในหมู่ของวิตามิน เอ อี และซี ที่มีส่วนช่วยบำรุงสายตา
4.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ทำการพักผ่อนและฟื้นฟูตัวเอง
5.หลีกเลี่ยงการใช้งานมือถือที่มีหน้าจอในขณะที่อยู่บนยานพาหนะหรืออยู่ในสถานที่ ๆมีการสั่นสะเทือน หรือที่มืด
6.หลีกเลี่ยงการใช้มือที่สกปรกขยี้ดวงตา หรือใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่นผ้าเช็ดหน้า เครื่องสำอางต่าง ๆ
7.หากมีการระคายเคืองที่ดวงตา หรือมีเศษใด ๆก็ตามเข้าดวงตา ไม่ควรนิ่งนอนใจ และซื้อยามารักษาด้วยตัวเอง เพราะอาจเกิดบาดแผลบริเวณกระจกตา ที่อาจนำไปสู่อาการอักเสบเป็นหนอง จนต้องผ่าควักเอาลูกตาออกไป ควรเข้าไปพบแพทย์ในทันที เพื่อความปลอดภัย
8.ตรวจสายตาเป็นประจำทุกปี และหากมีอาการผิดแปลกอย่างปล่อยไว้ให้เรื่อรังลุกลาม ควรเข้าพบแพทย์ทันทีที่เริ่มมีอาการผิดปรกติกับร่างกายของตัวเอง
มีบทความมากมายให้อ่าน Click