How the day

เส้นทางการเป็นนักเขียน จากนักกฎหมาย สู่นักเขียนบทความวาไรตี้

วันนี้ทาง Howtheday มีเรื่องราวดีๆ มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเส้นทางการเป็นนักเขียนนั้นเองวันนี้มาดูกันว่าแนวการทำงานและรายได้เป็นอย่างไรกันบ้าง วันนี้ได้ผู้รู้ทางด้านการเขียนบทความโดยตรงมาเป็นผู้ให้ความรู้กันนะครับ บอกเลยว่าเป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นมากๆ

วันนี้ทาง Howtheday มีเรื่องราวดีๆ มาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเส้นทางการเป็นนักเขียนนั้นเองวันนี้มาดูกันว่าแนวการทำงานและรายได้เป็นอย่างไรกันบ้าง วันนี้ได้ผู้รู้ทางด้านการเขียนบทความโดยตรงมาเป็นผู้ให้ความรู้กันนะครับ บอกเลยว่าเป็นเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นมากๆ

เส้นทางการเป็นนักเขียนของเรา เกิดจากแรงบันดาลใจในการมี “หนี้” นั่นแหละ ฟังไม่ผิดจริง ๆ เพราะเรามีภาระต่อเดือนค่อนข้างเยอะ และยังมีลูกที่ไม่ค่อยแข็งแรง ทำให้ต้องหาหมอบ่อย ๆ จึงทำให้เราเกิดความคิดในการหารายได้เสริม ตั้งต้นไว้ว่าแค่หารายได้ “เสริม” แต่เมื่อเราได้ลงมือทำอาชีพนี้จริง ๆ แล้ว มันทำให้กลายเป็นรายได้ “เทียบเท่า” รายได้หลักเลยทีเดียว

ที่มาของการเป็นนักเขียน จากนักกฎหมาย สู่นักเขียนฟรีแลนซ์

            ปัจจุบันเราเป็นนักกฎหมาย เป็นข้าราชการในตำแหน่งนิติกรของสำนักงานอัยการสูงสุด แต่ก็นั่นแหละมีเงินเดือนอย่างเดียวก็พอใช้ได้สบายนะ แต่เราก็ยังอยากมีรายได้เสริมเพื่อให้เราใช้จ่ายในครอบครัวได้ “คล่องขึ้น”

            เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว มีพี่รู้จักคนหนึ่งติดต่อเราให้ช่วยเขียนบทความให้ ซึ่งตอนนั้นเราเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “เขียนบทความ” คืออะไร แล้วจะได้เงินจากการเขียนยังไง แต่ก็เอ้า! พี่เขาขอให้ช่วยเขียนให้หน่อย เพราะต้องส่งงานภายในเที่ยงคืนของวันนั้น พี่เขาบรีฟงานเรา และเราก็ลงมือเขียนทันที และส่งภายในเที่ยงคืนของวันนั้น หัวข้อแรกที่ได้เขียนคือบทความด้านการจัดอันดับเกี่ยวกับแฟชั่น เครื่องสำอาง ซึ่งไม่เกี่ยวกับงานกฎหมายเลย แต่เราก็เป็นผู้หญิงชอบแฟชั่นและเครื่องสำอางอยู่แล้ว จึงเขียนได้ไม่ยาก

            จากนั้นเมื่อเราส่งงานไปแล้ว ผ่านไปไม่กี่วัน พี่เขาก็ส่งผลงานที่ลงเว็บไซต์ของลูกค้ามาให้เราดู เราดีใจที่ผลงานของเราได้ลงเว็บไซต์ เป็นครั้งแรกที่อยู่ ๆ ก็ได้เห็นงานเขียนของตัวเองลงเว็บไซต์ที่คนทั่วไปสามารถอ่านได้ และเรายังได้เงินจากการเขียนบทความ ความคิดเราในตอนนั้น คือ เราแค่นั่งเขียนงานอยู่ที่บ้าน ก็ยังได้อยู่กับลูก ใช้ทุนเพียงแค่คอมพิวเตอร์และความคิดเท่านั้น เข้าทางเลยทีนี้ เรารู้สึกชอบขึ้นมาทันที

            แต่การ “เริ่มต้น” มันต้องเริ่มจากตรงไหน อย่างไร เราก็ต้องมานั่งคิดเอง หาช่องทางเอง เราเริ่มต้นจากค้นหาใน Google สำหรับการเป็น “นักเขียนบทความ” เราได้อ่านประสบการณ์ของนักเขียนบางคนในพันทิป เราเจอหัวข้อหนึ่งที่ทำให้เราเกิดแรงผลักดันในการเป็นนักเขียนอีกขุมพลัง เพราะนักเขียนคนนั้นเล่าเรื่องราวและบอกว่าปัจจุบันเธอได้รายได้จากการเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์อยู่ที่ประมาณเดือนละ 30,0000 บาท เราอ่านแล้วเกิดความฮึกเหิมเป็นอย่างมาก โหหหห!! นี่ได้เยอะมากนะ สำหรับการหา “รายได้เสริม” สำหรับเรา เราพูดในใจว่า “เราขอแค่เดือนละ 10,000 บาทก็พอละ”

            เราค้นข้อมูลในเว็บอยู่นาน ค้นไปค้นมาเราก็เจอบริษัทที่ “รับสมัครนักเขียนบทความ” เราเริ่มต้นติดต่อและสมัครไป เริ่มแรกเขาให้เราเทสงานก่อน ส่งหัวข้อมาให้เราเขียน เราก็ทดลองเขียนและส่งงานไป สรุปเราผ่านงานเทส แต่บริษัทที่นี่คือบริษัทตัวกลางที่รับเขียนบทความและงานกราฟฟิคต่าง ๆ ส่งต่อให้ลูกค้าอีกที จึงทำให้เราได้ค่าจ้างในการเขียนบทความที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับงานที่เราเขียนให้ครั้งแรกกับพี่คนที่รู้จัก

            รายได้ต่อ 1 บทความห่างกันเป็น 10 เท่าเลยแหละ พูดง่าย ๆ คือ งานที่เรารับจากพี่คนนั้นเขาจ่ายเราบทความละ 500 บาท แต่ที่นี่ให้เราบทความละ 50 บาท อะไรประมาณนั้น

            แต่เราก็ไม่ถอดใจนะ เลือดนักสู้ค่อนข้างเยอะอยู่ 555+ เพราะเราเห็นว่าการเป็นนักเขียนต้องมีผลงานสะสมไว้ เผื่อเราเริ่มต้นหาลูกค้าเอง เราจะได้มีผลงานการเขียนให้ลูกค้าดูประกอบการตัดสินใจ เพราะจากการที่เราสิงอยู่ในกลุ่มนักเขียนในเฟซเราก็เริ่มครูพักลักจำว่าการเป็นนักเขียนที่จะมีผู้จ้างงาน ต้องทำอย่างไรบ้าง แต่คือเรายังไม่กล้ารับงานจากลูกค้าเองโดยตรง เพราะเรายังแทบไม่มีประสบการณ์เลย

            เราจึงกัดฟันเขียนงานกับบริษัทนั้นอยู่ประมาณ 3 เดือน เพื่อฝึกมือในการเขียนงาน และข้อดีของการเขียนงานกับที่นี่คือ เขาป้อนงานที่หลากหลายสไตล์ให้เรามากเลย ทั้งบทความเกี่ยวกับความสวยงาม แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ เครื่องครัว สินค้าต่าง ๆ ไปจนถึงการตลาดออนไลน์ ทำให้ตอนนี้เรามีผลงานสะสมมากทีเดียว เมื่อครบ 3 เดือนปุ๊บ เรากล้าก้าวขาออกจาก Safe Zone โดยการประกาศรับงานเขียนในกลุ่มฟรีแลนซ์ด้วยตัวเอง

            ประกาศไปได้แค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็มีลูกค้าทักมาจ้างเรา ดีใจสุดเลยตอนนั้น!! และก็นั่นแหละลูกค้าขอดูผลงานเก่า ๆ ของเราก่อนตัดสินใจ เราก็มีพร้อมให้ลูกค้าดูอยู่แล้ว และความนี้เราจะมีลูกค้าเป็นของตัวเองแล้ว และที่สำคัญ!! เราสามารถเรียกราคาได้ด้วย วันนั้นเราฟินมากเลยนะ รู้สึกเขียนงานที่ลูกค้าบรีฟมาอย่างมีความสุข ไม่ต้องถูกหักค่าหัวแล้ว 555+

            จากนั้นมาเริ่มก็เริ่มรับงานเขียนในกลุ่มฟรีแลนซ์ด้วยตัวเองตลอดมา เราใช้เวลาหลังเลิกงานในช่วงเย็นเขียนงาน และช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เขียนงาน เรารับงานเขียนทุกอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นงานวาไรตี้แบบไหนก็ตาม รวมไปถึงงานเขียนรีวิวสินค้า เราเริ่มมีชั่วโมงบินสูงขึ้น ๆ และเริ่มมีทั้งลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ทำให้รายได้ต่อเดือนที่เราหวังไว้เพียงเดือนละ 10,000 บาท ตอนนั้นผ่านมา 3 ปีแล้ว เราได้รายได้งานเขียนฟรีแลนซ์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 40,000 บาทต่อเดือน ซึ่งบางเดือนที่มีงานเยอะหน่อยก็จะได้รายได้แตะอยู่ที่ประมาณ 50,000 -70,000 บาท แต่นักเขียนบางคนก็ไม่สามารถทำรายได้ได้ขนาดนี้นะ เพราะเรามีคนรู้จักหลายคนที่อยู่ในแวดวงนักเขียนบทความเหมือนกัน

            ในตอนนี้มันยิ่งทำให้เรารักงานเขียนบทความมากขึ้น มีบทความหลากชนิดให้เราได้เขียนอย่างสนุก ทำให้เราเก่งขึ้นจากการหาข้อมูลประกอบการเขียนงาน บางครั้งเรื่องบางเรื่องที่เราไม่รู้ เราก็ได้เรียนรู้จากการเขียนบทความ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำฟัน การทำงานเกษตร การทำงานช่างต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการก่อสร้างบ้าน ทุกวันนี้เรารู้ข้อมูลแทบทุกด้านเลย 5555+ รวมไปถึงเรายังรับทำงานเครียด ๆ อย่างบทความวิชาการด้วย และงานกฎหมายที่เราถนัด เราก็ได้เขียนมาด้วย มันยิ่งเติมเต็มความสุขให้เรา

            เพราะเราได้ทั้งงานเสริมที่เพิ่มรายได้พอ ๆ หรืออาจจะ “มากกว่า” งานประจำด้วยซ้ำ และยังได้ความรู้ไปพร้อม ๆ กัน แต่งานเขียนก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเสมอไปนะ มันต้องใช้ทั้งวินัย ในการส่งงานให้ตรงเวลาที่ตกลงกับลูกค้าไว้ ต้องใช้ทั้งความอดทนในการฟังคอมเมนท์จากลูกค้า และยังต้องใช้ความพยายามในการเขียนงาน การหาข้อมูล และการบังคับตัวเองให้ลุกขึ้นมาเขียนงานก่อนที่จะเอนตัวลงนอน

            ทุกวันนี้เราก็ยังเป็นทั้งนักกฎหมายที่เป็นงานประจำ และเรายังเป็นฟรีแลนซ์นักเขียนไปด้วย บอกเลว่าเส้นทางของการเป็นนักเขียนของเรามันทำให้เรามีความสุขในทุกวัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีคนเข้ามาให้เราช่วยสอนการเป็นนักเขียนบทความอย่างต่อเนื่อง เราไม่เคยหวง สอนให้หมดทุกอย่าง ทั้งเทคนิคการเขียน การหาลูกค้า แต่ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จเลย เพราะทุกคนเพียงแค่เห็นว่าการเขียนงานมันมีรายได้ค่อนข้างสูงหากเทียบกับการทำอาชีพเสริมอื่นๆ  และยังสบาย เพียงมีคอมหนึ่งตัว ยกพาไปทำงานที่ไหนก็ได้ ก็สามารถทำเงินได้แล้ว

            แต่ก็ไม่เคยไม่ใครทำได้แบบเรา เราจึงคิดว่าการเขียนบทความมันน่าจะมีความพิเศษเฉพาะบุคคลด้วย ไม่ใช่ว่าใครจะเขียนก็ได้ มันต้องอาศัยการควบคุมตัวเองหลาย ๆ อย่าง

            แต่ทุกวันนี้เรามีความสุขกับการเขียนงานมาก ๆ เลย ไม่กดดัน ไม่รู้สึกทุกข์กับการต้องลุกขึ้นมาเขียนงานเลย มีบ้างที่อาจจะเหนื่อยจากงานประจำในบางวัน แต่สุดท้ายเราก็จัดสรรเวลาได้ลงตัวอยู่ดี แล้วก็ อ้อ! เราเป็นคนดีด ๆ พลังงานค่อนข้างสูงด้วยมั้ง เลยสามารถทำงานเขียนที่ทำรายได้ได้ดี และยังสามารถทำงานประจำควบคู่ไปได้ในทุก ๆ วัน             เส้นทางการเป็นนักเขียนของเราที่อยากบอกต่อ มันเข้ามาเติมเต็มความสุขให้เราและครอบครัวได้มากเลยนะ

สำหรับให้ใครที่สนใจติดต่องาน สามารถติดต่อพี่เขาโดยตรงได้เลยนะครับ
Facebook

Facebook Comments